เวลาเราเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ เรามักดูที่ว่า มีสารอาหารอะไรสูงบ้าง แต่จริง ๆ แล้วยังมีอีกครึ่งหนึ่งของเรื่องนี้ที่หลายคนมองข้าม — นั่นคือ ร่างกายดูดซึมสารอาหารเหล่านั้นเข้าไปใช้ได้จริงแค่ไหน ค่ะ
เพราะต่อให้อาหารมีสารอาหารสูงแค่ไหน ถ้าร่างกายดูดซึมไปใช้ไม่ได้ ประโยชน์ก็หายไปกับตา คาเคาบริสุทธิ์เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ วันนี้เราเลยอยากชวนมาดูกันว่า ดื่มคาเคาอย่างไรให้ร่างกายได้รับประโยชน์เต็มที่ที่สุด บนพื้นฐานของงานวิจัยจริง ๆ นะคะ 🤍
คาเคาถูกดูดซึมอย่างไร — เรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้
ก่อนอื่นขอเล่าภาพรวมสนุก ๆ ก่อนค่ะ สารฟลาโวนอล (สารต้านอนุมูลอิสระเด่นในคาเคา) จริง ๆ แล้วร่างกายดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรงได้ในระดับปานกลางเท่านั้น — งานวิจัยที่รวบรวมการศึกษาในคนหลายสิบชิ้นพบว่าอยู่ราว 25-35%
แล้วที่เหลือหายไปไหน? คำตอบคือมันเดินทางต่อไปถึงลำไส้ใหญ่ ที่ซึ่งจุลินทรีย์ในลำไส้จะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสารเมตาบอไลต์ตัวเล็ก ๆ ที่ร่างกายนำไปใช้ได้จริง พูดง่าย ๆ คือ ประโยชน์ของคาเคาส่วนใหญ่มาจากการทำงานร่วมกันระหว่างคาเคากับลำไส้ของเรานั่นเองค่ะ
คาเคาบัตเตอร์ — ระบบขนส่ง สารอาหารตามธรรมชาติ
เริ่มจากจุดที่สำคัญที่สุดก่อนนะคะ สารอาหารหลายตัวที่มีค่าในคาเคา รวมถึงวิตามินที่ละลายในไขมัน (เช่น วิตามิน E และ K) และสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพลีฟีนอล จะถูกดูดซึมได้ดีขึ้นเมื่อมี ไขมันดี เป็นเหมือนพาหนะ
และนี่คือเหตุผลที่ คาเคาบัตเตอร์สำคัญมากๆเลยนะคะ — ไขมันดีตามธรรมชาติในเมล็ดคาเคาทำหน้าที่เหมือนรถขนส่ง ช่วยให้ร่างกายลำเลียงสารอาหารเหล่านี้เข้าไปใช้ได้ง่ายขึ้น งานวิจัยชี้ว่าไขมันในคาเคามีส่วนช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารโพลีฟีนอลได้จริง
นี่จึงเป็นข้อได้เปรียบของคาเคาบริสุทธิ์ที่ คงคาเคาบัตเตอร์ไว้ครบ กว่ารูปแบบผงที่สกัดไขมันออก — เพราะคาเคาบัตเตอร์ที่มีอยู่ครบ ร่างกายเราจึงดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่านะคะ
ชงด้วยน้ำร้อนก่อนเสมอ
เคล็ดลับง่าย ๆ แต่สำคัญคือ — ชงคาเคาด้วยน้ำร้อนก่อนเสมอ (ชงด้วยน้ำร้อนไม่ได้หมายความว่าน้ำร้อนจะทำลายสารอาหารในคาเคานะคะ)
ความร้อนตอนชงจะช่วยสกัดคาเคาบัตเตอร์ออกมา ทำให้ได้ทั้งกลิ่นหอมที่ละมุนและช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารดีๆ ได้ดีขึ้น ถ้าใครชอบดื่มเย็น ก็ให้ชงร้อนก่อนแล้วค่อยเทลงน้ำแข็งทีหลังนะคะ
แล้วรู้หรือไม่คะว่า คาเคาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่มีความหลากหลายทางโภชนาการสูงที่สุดในโลก โดยมีสารประกอบและสารอาหารสำคัญรวมกันมากกว่า 300 ชนิด
โครงสร้างสารอาหารในคาเคานั้น ไม่ได้มีเพียงแค่สารที่ละลายในน้ำมันเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยวิตามินและไฟโตนิวเทรียนท์อีกหลายชนิดที่ละลายได้ดีในน้ำ ซึ่งร่างกายจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีเยี่ยมโดยมีน้ำเป็นสื่อกลาง ดังนั้น เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์อย่างครบถ้วน การชงคาเคาให้ละลายในน้ำร้อนก่อนดื่ม จึงเป็นวิธีการสกัดเอาคุณค่าทางโภชนาการออกมาให้ร่างกายนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
น้ำร้อนตอนชง = การ "สกัด" (Extraction) ไม่ใช่การทำลายสารอาหาร
หลายคนอาจกังวลว่าความร้อนจะไปทำลายประโยชน์ของคาเคา แต่ในความเป็นจริงแล้ว การชงด้วยน้ำร้อนคือการ 'ดึง' สารสำคัญออกจากเนื้อคาเคาให้คลายตัวและแขวนลอยในน้ำ ซึ่งน้ำร้อนทำหน้าที่เป็นตัวทำการแขวนลอยที่ยอดเยี่ยม ทำให้เรารับสารอาหารได้ดีกว่าการทานแบบอัดแท่ง (Chocolate Bar)
เพราะกลไกของความร้อนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการละลาย (Solubility) และทำให้น้ำซึมลึกเข้าสู่เนื้อคาเคา particle ได้ดีกว่าน้ำเย็นที่มักจะสกัดสารบางตัวออกมาได้น้อยลง
สำหรับสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenols) ปริมาณสารจะถูกสกัดออกมาได้สูงสุดที่ช่วงอุณหภูมิ 60–80°C ดังนั้น การใช้น้ำร้อนชงคาเคาที่อุณหภูมิราว 85–95°C แล้วปล่อยทิ้งไว้เพียงไม่กี่นาที จึงอยู่ในโซนที่ช่วย 'ดึงประโยชน์ออกมา' ได้มากกว่าการทำลายอย่างแน่นอน
ที่น่าสนใจคือ มีข้อมูลระบุว่าการใช้น้ำร้อนภายใต้แรงดัน (Pressurized Hot Water) ที่อุณหภูมิ 90°C ในการสกัดคาเคา สามารถเพิ่มปริมาณสารทีโอโบรมีน (Theobromine) ได้สูงขึ้นถึง 156% เมื่อเทียบกับวิธีการชงแบบอื่นๆ เลยทีเดียว
แล้วเรื่องนมวัวล่ะ?
ถ้าอยากได้รสคาเคาแท้ๆและคุณค่าเต็มที่ที่สุด เราแนะนำให้ชงกับน้ำเปล่าหรือนมพืช (เช่น อัลมอนด์ พิสตาชิโอ) ค่ะ
เหตุผลหนึ่งคือ โปรตีนเคซีนในนมวัวสามารถจับกับสารฟลาโวนอยด์ในคาเคาได้ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายได้รับสารเหล่านั้นน้อยลง — แม้งานวิจัยในคนจะยังไม่ฟันธงชัดเจนว่าลดมากน้อยแค่ไหน แต่ก็มีงานที่พบว่าการดื่มกับนมวัวทำให้ร่างกายได้สารที่นำไปใช้บางตัวลดลงจริง นอกจากนี้แคลเซียมที่สูงในนมวัวยังอาจแข่งกับการดูดซึมธาตุเหล็กและแมกนีเซียมในคาเคาได้ด้วย
ดังนั้นถ้าอยากมั่นใจว่าได้คุณค่าเต็มที่ 'น้ำเปล่าหรือนมพืช' ก็เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าค่ะ แต่ถ้าใครชอบรสนมวัวมากกว่าก็ไม่ผิดเลยนะคะ — เลือกแบบที่ทำให้เราดื่มได้อย่างมีความสุขและสม่ำเสมอ ก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ
ดื่มตอนไหนให้ดูดซึมได้ดี
ช่วงเวลาก็มีผลเหมือนกันนะคะ
- ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องกระเพาะ — ดื่มตอนเช้าขณะท้องว่างได้เลยค่ะ ร่างกายรับสารอาหารที่ดีในคาเคาได้ดีในช่วงเช้า หรือเวลาอื่นๆคือระหว่างมื้อก็ได้เช่นกันนะคะ
- ถ้าเรามีกระเพาะที่อ่อนไหว (เช่น โรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน) — แนะนำให้ดื่มพร้อมหรือหลังมื้ออาหาร และดื่มเป็นมื้อ ๆ มากกว่าจิบบ่อย ๆ ทั้งวัน เพื่อไม่ให้กระตุ้นกรดในกระเพาะซ้ำ ๆ และไม่กระตุ้นให้น้ำย่อยหลั่งซ้ำ ๆ นะคะ
จับคู่ให้เค้านิดนึง
เพราะคาเคาบัตเตอร์ช่วยพาสารอาหารจากสมุนไพรเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น การเติมสมุนไพรดี ๆ ลงในคาเคาจึงเป็นไอเดียที่น่าสนใจ เช่น ใบมิ้นท์เพื่อความสดชื่นและช่วยย่อย หรือขมิ้น-ขิงในช่วงอากาศเปลี่ยน ปรับให้เข้ากับรสที่เราชอบได้เลยค่ะ
สรุปง่าย ๆ — ดื่มคาเคาให้คุณค่าสูงสุด
ทบทวนสั้น ๆ นะคะ: เลือกคาเคาบริสุทธิ์ที่ คงคาเคาบัตเตอร์ไว้ครบ · ชงด้วย น้ำร้อนก่อนเสมอ · เลี่ยง นมวัว หากเน้นประโยชน์ · และดื่มในช่วงเวลาที่เหมาะกับร่างกายของเรา
แน่นอนว่าการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดยังคงมาจากการกินที่หลากหลายและสมดุลโดยรวมนะคะ แต่เมื่อเราเข้าใจเรื่องการดูดซึม เราก็จะได้ประโยชน์จากทุกแก้วอย่างคุ้มค่าที่สุด
ที่ Mill Mill เราตั้งใจคงคาเคาไว้ทั้งเมล็ด เก็บคาเคาบัตเตอร์ไว้ครบ 100% และไม่เติมแต่งสิ่งใด — เพราะเราอยากให้ทุกแก้วเต็มไปด้วยคุณค่าที่ร่างกายนำไปใช้ได้จริง
เติมสิ่งดี ๆ ให้ร่างกายวันละนิด อย่างสม่ำเสมอ และดูดซึมไปใช้ได้เต็มที่กันนะคะ 💛
แหล่งอ้างอิง
- Di Pede G. et al. (2022). Revisiting the bioavailability of flavan-3-ols in humans: a systematic review. Molecular Aspects of Medicine.
- Sorrenti V. et al. (2020). Cocoa Polyphenols and Gut Microbiota Interplay: Bioavailability, Prebiotic Effect, and Impact on Human Health. Nutrients.
- Roura E. et al. (2007). Milk Does Not Affect the Bioavailability of Cocoa Powder Flavonoid in Healthy Humans. Annals of Nutrition and Metabolism.
- Mullen W. et al. (2009). Milk decreases urinary excretion but not plasma pharmacokinetics of cocoa flavan-3-ol metabolites in humans. The American Journal of Clinical Nutrition.
- Schramm D.D. et al. (2003). Food effects on the absorption and pharmacokinetics of cocoa flavanols. Life Sciences.
- Scholz S., Williamson G. (2007). Interactions affecting the bioavailability of dietary polyphenols in vivo. Int. J. Vitamin & Nutrition Research.
- Rao, N. Z. et al. (2020). Physiochemical Characteristics of Hot and Cold Brew Coffee Chemistry: The Effects of Roast Level and Brewing Temperature on Compound Extraction. Foods.
- Antony, A. et al. (2022). Effect of Temperatures on Polyphenols during Extraction. Applied Sciences.
- Pagliari, S. et al. (2022). Extraction of methylxanthines by pressurized hot water extraction from cocoa shell by-product as natural source of functional ingredient. LWT.
- Boonchalaem, T. et al. (2026). Development and Validation of a Rapid High-Performance Liquid Chromatography Method for Simultaneous Determination of Methylxanthines and Flavanols in Cocoa Husk Tea. Molecules.
- Di Pede, G. et al. (2022). Revisiting the bioavailability of flavan-3-ols in humans: A systematic review and comprehensive data analysis. Molecular Aspects of Medicine.
- Gómez-Juaristi, M. et al. (2019). Flavanol Bioavailability in Two Cocoa Products with Different Phenolic Content. A Comparative Study in Humans. Nutrients.
- Baba, S. et al. (2000). Bioavailability of (-)-epicatechin upon intake of chocolate and cocoa in human volunteers. Free Radical Research.
- Neilson, A. et al. (2009). Influence of chocolate matrix composition on cocoa flavan-3-ol bioaccessibility in vitro and bioavailability in humans. Journal of Agricultural and Food Chemistry.
- Ottaviani, J. I. et al. (2023). Flavan-3-ol-methylxanthine interactions: Modulation of flavan-3-ol bioavailability in volunteers with a functional colon and an ileostomy. Free Radical Biology & Medicine.
- Ellinger, S. et al. (2020). Low Plasma Appearance of (+)-Catechin and (−)-Catechin Compared with Epicatechin after Consumption of Beverages Prepared from Nonalkalized or Alkalized Cocoa—A Randomized, Double-Blind Trial. Nutrients.
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และงานวิจัยบางเรื่องยังมีผลที่ไม่สอดคล้องกัน